Uncategorized

ขนมใส่ไส้โบราณ

thaisweet-1

ขนมใส่ไส้ หรือ ขนมสอดไส้ เมนูขนมหวานสุดอร่อย ของหวานทานง่ายราคาย่อมเยา แต่ใครจะรู้ถึงวิธีการที่จะได้มาซึ่งขนมชนิดนี้นั้นไม่ง่ายอย่างที่คิด ขนมไทยสุดคลาสสิก กลิ่นหอมรสชาติแบบดั้งเดิม เมนูขนมชนิดนี้โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้เป็นของกินยามว่าง หรือ หลังจากรับประทานอาหารแล้ว
บอกได้เลยครับว่า ถ้าจะทำกินเอง ก็สามารถทำได้ มีสูตรมากมาย ที่สามารถนำเอาไปทำได้ เพียงแต่การทำเมนูนี้ ต้องพิถีพิถัน และ มีขั้นตอนเยอะมากๆ อย่างที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า การทำขนมไทยวิธีการทำขั้นตอนอาจจะเรียกได้ว่ายากมากเกือบที่สุดของโลก

วัตถุดิบสำหรับทำขนมใส่ไส้

มะพร้าวขูด
หัวกะทิ
หางกะทิ
แป้งข้าวเจ้า
แป้งมัน
แป้งข้าวเหนียว
แป้งข้าวเหนียวดำ
แป้งข้าวเหนียวขาว
เกลือ
น้ำตาลทราย
น้ำตาลปิ๊บ
น้ำตาลมะพร้าว
แบะแซ
เทียนอบ (สำหรับอบควันเทียน) ใช้หรือไม่ใช้ก็ได้ตามความสะดวก
ใบเตยเช็ดสะอาดสำหรับทำน้ำ (หรือ น้ำอัญชันแช่เย็น หากต้องการเพิ่มสีสัน)
ใบตองเช็ดสะอาดสำหรับห่อขนม
ไม้สำหรับกลัด หรือไม้จิ้มฟัน

วิธีการทำขนมใส่ไส้โบราณ

ขั้นตอนการทำแป้งหน้าขนม

thaisweet

นำใบเตย มาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปปั่น ใช้ผ้าขาวบาง กรองเอาแต่น้ำใบเตย
ใส่แป้งข้าวเจ้า 6 ขีด ลงไปในหม้อใบใหญ่ๆ สำหรับผสมกะทิ ใส่ เกลือ 1/4 ถ้วยตวง น้ำตาลทราย 1/2 ถ้วยตวง แป้งมัน 1/2 ถ้วยตวง แป้งข้าวเหนียว 1/4 ถ้วยตัว หัวกะทิ 2 กก. และหางกะทิ 2.5 กก. ลงไป คนทุกอย่างให้เข้ากัน ละลายจนไม่มีตะกอน
ตั้งหม้อขึ้น ใช้ไฟแรง เพื่อต้มกะทิที่ผสมแป้ง และส่วนผสมต่างๆ เอาไม้พายกวนตลอดเวลา จนผ่านไป 10 นาที ก็ลดไฟลง ให้เหลือแค่ไฟอ่อนๆ (ป้องกันไหม้) กวนต่อไปเรื่อยๆ อีก 5 นาทีหลังจากนั้น ก็ใส่น้ำใบเตยลงไป ค่อยๆ ใส่ลงไปทีละน้อย แล้วก็กวนไปเรื่อยๆ คนต่อไปเรื่อยๆ อีก 15 นาที กะทิกับแป้ง จะรวมกัน จนเหนียว ปิดไฟ เอาหม้อลง

ขั้นตอนการทำไส้

thaisweet-4

เริ่มต้นด้วยการ ตั้งกระทะ ยังไม่จุดไฟ ใส่น้ำตาลมะพร้าว 1 กก. และ น้ำตาลปิ๊ 8 ขีด ลงไปในกระทะ ใส่เกลือ และ ใส่แบะแซ (แบะแซะเป็นส่วนสำคัญทำให้ไส้เหนียว) ลงไป
ใส่น้ำลงไปด้านข้างส่วนผสม เพื่อไม่ให้น้ำตาลไหม้ติดกระทะ ใช้ไฟอ่อนๆ ไม่ต้องคนส่วนผสม รอจนน้ำตาลมะพร้าว และน้ำตาลปิ๊บละลายเป็นน้ำ จากนั้นใส่มะพร้าวที่ขูดแล้ว ลงไปผัด ใช้ไฟปานกลาง ระวังไหม้ ผัดจนเหนียวแห้ง พักทิ้งไว้จนเย็นสนิท ปั้นเป็นก้อนกลม ๆ
นำส่วนผสมไส้ไปอบด้วยควันเทียน

ขั้นตอนการทำแป้งเพื่อห่อไส้

thaisweet-5

thaisweet-6

ใช้แป้งข้าวเหนียวดำ 2 ส่วน แป้งข้าวเหนียวขาว 3 ส่วน ผสมกัน ใส่น้ำลงไปพอประมาณ
คลุกเคล้าแป้ง ให้ผสมและเข้ากันจนเป็นเนื้อเดียว นวดไปเรื่อยๆ จนแป้งไม่ติดมือ
จากนั้นเอาไส้ที่ห่อด้วยแป้งแล้ว ไปใส่เป็นไส้ของแป้งกะทิ ตักใส่ใบตอง ห่อใบตองเป็นทรงสูง กลัดไม้กลัดแล้วนำเข้าเตานึ่ง
นำขนมที่ใส่ไส้ และห่อใบตองไว้แล้ว ไปนึ่ง ประมาณ 40 นาที

thaisweet-7

thaisweet-8

thaisweet-3

เคล็ดลับสำคัญที่จะลืมไม่ได้

คนแป้ง ไปในทิศทางเดียวกันตลอด
แบะแซะเป็นหัวใจหลักของการทำไส้ ขาดไม่ได้
มะพร้าวที่ผัดกับเนื้อต้องเป็นมะพร้าวใหม่เท่านั้น
ใบตองกล้วยน้ำว้าเหมาะสำหรับใช้ห่อขนมใส่ไส้มากที่สุด

Uncategorized

ขนมมงกุฎเพชร ขนมไทยที่หายากที่สุดในโลกแต่อร่อยไม่เหมือนใคร

ขนมมงกุฎเพชร ขนมไทยที่ทรงคุณค่าและเป็นขนมอนุรักษ์ในการทำขนมที่มีขั้นตอนการ กวาดเม็ดแตง ซึ่งเจ้าของที่คิดขนมชนิดนี้ขึ้นมามีชื่อว่า อ.จันทิรา นวทิศพาณิชย์  ทำเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล และมอบให้เป็นขนมของแผ่นดินในราชกาลที่เก้าเพื่อเป็นการอนุรักษ์ขนมไทย เพราะก่อนหน้านี้จะมีขนมที่ใช้ในการประกวดในยุคของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ที่มีชื่อว่าขนมดาราทอง ที่มีขั้นตอนการทำแบบการกวาดเม็ดแตง แต่ด้วยความที่ทำยากจึงทำให้ขนมดาราทองและวิธีการทำขนมแบบการกวาดเม็ดแตง ห่างหายไป อ.จันทิรา นวทิศพาณิชย์ จึงได้คิดการทำขนมที่ใช้ขั้นตอนในการกวาดเม็ดแตงขึ้นใหม่ นั้นก็คือ ขนมมงกุฎเพชร นั้นเอง

ขั้นตอนการทำขนมมงกุฎเพชร มีดังต่อไปนี้

-ทำน้ำเชื่อมโดยการตั้งกระทะโดยการใช้ไฟปานกลาง และใส่น้ำที่แช่ด้วยดอกมะลิลงไปและใส่น้ำตาลตามไปในกระทะ 1 ถ้วย คนให้น้ำตาลละลายประมาณ 5 นาที เสร็จแล้วรอน้ำเชื่อมให้หายร้อน

-คัดเลือกเม็ดแตงโมที่แกะเปลือกแล้วที่มีปลายยอดแหลมๆ และต้องใช้เม็ดแตงโมที่มีความสมบูรณ์เท่านั้นในการทำขนมชนิดนี้ เสร็จแล้วให้นำเม็ดแตงโมลงไปคั่วที่กระทะโดยใช้ไฟอ่อนๆ ถึงอ่อนที่สุด เอามือที่ผ่านการทำความสะอาดมาแล้วจุมไปในน้ำเชื่อมที่ทำไว้แล้วเอาไปคั่วกะกระทะที่มีเม็ดแตงอยู่ ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีก้อนเกร็ดของน้ำเชื่อมเกาะกับเม็ดแตงไปทั่วทั้งเมล็ด จนกระทั่งกลายเป็นเกร็ดเพชร ซึ่งขั้นตอนนี้จะใช้เวลาในการทำ 3 – 7 ชั่วโมงด้วยกัน เสร็จแล้วให้เอาไปตากแดด

-มาถึงการทำตัวฐานของขนมมงกุฎเพชร ใช้แป้งสาลี 1 ถ้วย และใช้น้ำที่ลอยด้วยดอกไม้ตามด้วยเนยและนำมานวดให้เข้าเป็นเนื้อด้วยกัน นวดจนกว่าจะนิ่ม และนำออกมาปั่นกลมๆ ทาบไว้กับถ้วยที่สามารถเข้าเตาอบได้ ก่อนที่จะนำเขาเตาอบให้เจาะรูด้วยไม้แหลมสะอาดที่ตัวแป้งให้เป็นรูเล็กๆ เพื่อไม่ให้ตัวแป้งพองเวลาโดนความร้อน ใช้เวลาอบ 30 นาที เสร็จแล้วจะได้เป็นฐานของขนมมงกุฎเพชร

-มาถึงการทำตัวของขนมมงกุฎเพชร ใช้เกลือผสมน้ำตาลเทลงไปในน้ำกะทิ 1 ถ้วย โดยใช้น้ำตาลเศษ 1 ส่วน 4 ใสเกลือไม่เกินครึ่งของช้อนชา คนให้เข้ากัน

-นำแป้งข้าวเจ้า 50 กรัม แป้งมัน 10 กรัม แป้งถั่ว 10 กรัม คนให้เข้ากันและมาผสมกับน้ำกะทิที่ได้ทำไว้คนให้เข้ากันจนกว่าจะเป็นเนื้อเดียวกัน และเอาไปกรองด้วยตะแกรงสเตลเลสลวดถักแบบถี่ เพื่อไม่ให้มีเศษกากใดๆ ติดมา จากนั้นก็นำไปกวนในกระทะโดยใช้ไฟอ่อนๆ กวนจนกว่าแป้งจะจับตัวเป็นก้อนๆ (ยิ่งใช้ไฟอ่อน แป้งยิ่งนุ่ม) เสร็จแล้วให้เอาแป้งที่กวนเสร็จใหม่ๆ มาปั้นเป็นก้อนเล็กๆ ให้มีขนาดเท่าเม็ดมะยมเม็ดใหญ่ จากนั้นก็ทำการใส่สี โดยใช้สีจากธรรมชาติ เช่น สีขมิ้น สีอัญชัน สีใบเตย เป็นต้น นวดแป้งกับสีให้เข้ากันจนตัวแป้งมีสีที่สม่ำเสมอและเอามาปั้นอีกครั้ง โดยให้ปั้นเป็นลูกกลมๆ แล้วมาแบ่งเป็นกลีบๆ 6 – 8 กลีบ เมื่อทำเสร็จแล้วจะได้ลักษณะที่คล้ายๆ กับเม็ดมะยมหรือมงกุฎของฝรั่ง จากนั้นให้ทำเป็นรูแล้วเอาแป้งมาปักเป็นส่วนของยอดของมงกุฎ

-นำเม็ดแตงที่ทำเสร็จแล้วมาเสียบรอบๆ ของตัวฐานจะได้ 5 – 7 เม็ด เสร็จแล้วก็เอาตัวของมงกุฎเพชร มาวาง ปิดยอดด้วยทองคําเปลวแท้บริสุทธิ์เป็นอันว่าเสร็จสมบูรณ์

ขอทิ้งท้ายด้วยการทำขนมไทย ขนมไทยแต่ละชนิดต้องใช้ความพิถีพิถันและทำด้วยใจรักและใจเย็น อย่างเช่นการทำขนมมงกุฎเพชร เพราะขนมชนิดนี้ต้องใช้วิธีการกวาดเม็ดแตงที่คนทำจะต้องเจอกับกระทะร้อนๆ ในเวลาที่นาน หากใจของคนทำร้อนก็จะไม่สามารถทำขนมไทยหรือทำอะไรในชีวิตก็ตามออกมาได้ดีเป็นแน่

crown-jewel-dessert

roasted-brown

melons-sweep

thailand-dessert-recipe

after-thailand-the-crown-jewels

crown-candy

crown-jewels

rare-candy

Uncategorized

ขนมครองแครง กะทิสด ขนมไทยแสนอร่อย

ขนมครองแครง กะทิสดที่ได้รับขนานนามว่าอร่อยที่สุดต้องขนมครองแครง กะทิสด ร้านจงรักษ์ขนมไทยเท่านั้น ซึ่งขนมไทยของทางร้านนี้มีการส่งต่อความอร่อยรุ่นสู่รุ่น ด้วยส่วนผสมในการทำรวมไปถึงวัสดุที่ใช้ทำขนมเรียกได้ว่ามีความละเอียดอ่อนแบบสุดๆ โดยร้านขนมของร้านจงรักษ์ขนมไทยจะขายทุกวัน เสาร์ – อาทิตย์ ขายที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม เพราะส่วนใหญ่จะทำขายส่งตามร้านอาหารและออกบูธตามห้างสรรพสินค้าต่างๆ ขนมของทางร้านจงรักษ์ขนมไทยไม่มีหน้าร้านขาย ถ้าอยากทานต้องโทรสั่งหรือไปหาซื้อที่ตลาดน้ำคลองลัดมะยม ซอย บางระมาด แขวง บางพรม เขต ตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ที่เดียว

วิธีการทำขนมครองแครง กะทิสด

-ต้มน้ำดอกอัญชันเพื่อที่จะนำมาทำสีของตัวครองแครง ให้มีสีสันสวยงามและหน้าตาน่ารับประทานมากขึ้น ต้มให้เดือดแล้วกรองน้ำดอกอัญชันพักไว้

-ใช้แป้งมันในการทำตัวครองแครงให้ร่อนแป้งก่อนเพื่อเวลาปั้นแป้งจะได้ไม่ติดกันและเวลานวดจะได้เป็นเนื้อเดียวกัน ใช้น้ำดอกอัญชันเดือดๆ ใส่ลงไปในแป้งมันทีล่ะ 1 กระบวย นำแป้งที่ได้เทน้ำดอกอัญชันลงไปมานวดให้เข้ากัน จะได้ลักษณะคล้ายๆ กับก้อนแป้งที่ไว้ทำโรตี

-ใช้น้ำดอกอัญชันเดือดๆ ใส่ลงไปในแป้งมันครึ่งกระบวยและใส่น้ำเดือดธรรมดาเทลงไปครึ่งกระบวยผสมกันเพื่อทำให้สีของแป้งที่จะเอาไปทำตัวครองแครงสีอ่อนลงนวดให้เข้ากัน จะได้ลักษณะคล้ายๆ กับก้อนแป้งที่ไว้ทำโรตี

 

-ใช้น้ำเดือดธรรมดาเทลงไป 1 กระบวย เพื่อที่จะทำตัวครองแครงให้เป็นสีขาวนวดให้เข้ากัน จะได้ลักษณะคล้ายๆ กับก้อนแป้งที่ไว้ทำโรตี ซึ่งทั้งหมดเราจะได้ 3 สี ได้แก่ สีน้ำเงิน สีฟ้า และสีขาวนั้นเอง

-เมื่อได้ก้อนแป้งที่มีลักษณะคล้ายๆ กับก้อนแป้งที่ไว้ทำโรตีแล้วให้หาผ้าขาวบางมาปิดคลุมไว้เพื่อไม่ให้ตัวของแป้งเกิดการแข็งตัวเพราะอาจจะต้องใช้เวลาในการปั้นตัวครองแครงในขั้นตอนถัดไป

-ให้เอาแป้งมันโรยใส่หรือทาที่ตัวแม่พิมพ์เพื่อไม่ให้ก้อนแป้งที่จะเอามาทำครองแครงนั้นติดกับตัวแม่พิมพ์ โดยปกติแล้วเราเราจะทำตัวครองแครงขนาดประมาณครึ่งหนึ่งของหัวแม่มือโดยมีลักษณะเป็นวงรี ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการทำตัวของครองแครงให้ดูน่ารับประทาน ให้เรานำก่อนแป้งที่ปั้นไว้มาแบ่งส่วนมาให้มีขนาดเท่าหัวแม่มือปั่นให้เป็นวงรีแนวนอนและวางลงบนแม่พิมพ์ลงนิ้วลงไปที่ตัวแป้งให้แป้งนาบกับแม่พิมพ์แล้วก็ใช้นิ้วกลิ้งแป้งจากด้านหลังไปข้างหน้า เพียงเท่านี้ก็จะได้ตัวครองแครงแล้ว และให้นำตัวครองแครงไปวางไว้บนกองแป้งมัน ทำให้ครบทั้ง 3 สี ตามจำนวนที่ต้องการจะทำ

-ร่อนแป้งออกจากตัวครองแครงให้เกลี้ยง และนำไปต้มกับน้ำเดือด เมื่อตัวครองแครงลอยขึ้นมาให้ตักออกไปแช่ในน้ำเย็นถ้าตัวครองแครงออกใสๆ แสดงว่าสุกแล้วแต่ถ้าตัวครองแครงยังมีสีขุ่นอยู่แสดงว่ายังไม่สุกให้เอาไปต้มน้ำเพิ่มอีกจนกว่าจะสุก

-ต่อมาทำในเรื่องของตัวน้ำกะทิสด ซึ่งต้องใช้น้ำอุ่นในการคั้นเพื่อที่จะได้น้ำกะทิมากแล้วยังให้ความหอมมากขึ้นอีกด้วย และต้องใช้มะพร้าวที่มีเนื้อสีขาวเท่านั้นห้ามมีเนื้อสีน้ำตาลติดมาโดยเด็ดขายเพราะอาจจะทำให้ผิดสูตรและไม่อร่อยเท่าที่ควร เอากะทิไปตั้งไฟและใช้ใบเตยเด็ดลงไปเคี่ยวกับน้ำกะทิ สูตรนี้ต้องใช้มือเด็ดเท่านั้นถึงจะได้ความหอมของตัวใบเตยมากที่สุด ต่อมาให้ใส่น้ำมะพร้าวอ่อนพร้อมกับเนื้อมะพร้าวลงไปที่สำคัญอย่าใช้น้ำมะพร้าวที่มีรสเปรี้ยวควรชิมน้ำมะพร้าวก่อนใส่ไม่อย่างนั้น รสชาติจะเปลี่ยนไปจากสูตรดั่งเดิม จากนั้นใส่น้ำตาลและเกลือลงไปหัวใจสำคัญในการทำน้ำกะทิก็คือต้องใช้ไฟอ่อนๆ และอย่าให้กะทิแตกมันโดยเด็ดขาด เคี่ยวไปเรื่อยๆ จนกว่าจะมีกลิ่นหอมจากกะทิและใบเตยเป็นอันว่าใช้ได้

-ตักเอาใบเตยออกและใส่ตัวครองแครงลงไปเคี่ยวต่อ

-มาถึงในเรื่องของงาให้เอางาขาวไปคั่วไฟอ่อนๆ เสร็จแล้วให้ตักครองแครงกะทิสดใส่ถ้วย พร้อมโรยด้วยงาที่คั่วเสร็จใหม่ๆ พร้อมทาน (ถ้าอยากได้หลายๆ สีก็ให้ทำตามที่เราต้องการได้ทันที)

candy-rocking-canals

 

after-thailand

canal-rocking-coconut-milk

dessert-of-thailand

how-the-canal-rocking

canal-rocking

dessert

rocking-coconut-creek

snack

Uncategorized

วุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอมที่ได้รับขนานนามว่าอร่อยที่สุด

วุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอมร้าน ศรี ครอบครัวบุญนาค ซึ่งได้รับการยอมรับว่าเป็นวุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอมที่ขึ้นชื่อและมีมีความอร่อยมากที่สุด โดยมีขั้นตอนและเคล็ดลับเฉพาะ ซึ่งวุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอมของร้านนี้ถึงจะเปิดขายได้เพียงแค่ 6 ปี แต่กลับมีชื่อเสียงมากในวงการของวุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งร้านนี้เริ่มจากการขายตามออเดอร์สินค้าตามที่พ่อค้าแม่ค้าสั่งหรือรับไปขาย ซึ่งจะสั่งให้ตัววุ้นเป็นรูปอะไรก็ได้ เช่น รูปเป็ด รูปปลา รูปหมี หรือรูปอื่นๆ ที่ต้องการจะสั่งไปขาย และ สามารถ เลือกไซส์และขนาดได้ตามที่ต้องการ ปัจจุบันก็ยังรับออเดอร์สินค้าอยู่แต่ทางร้านก็มีขนมไทยขายที่นอกจากวุ้นมากถึง 40 กว่าชนิดขายอีกด้วย ซึ่งเป็นความตั้งใจของทางเจ้าของร้านที่อยากจะทำงานเกี่ยวกับขนมไทยเพื่อไม่ให้ขนมไทยเหล่านี้ เลือนหายไปเพื่อเป็นการรักษาอาหารว่างและขนมไทยไว้ให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้รู้จักขนมหวานแบบไทยๆ ต่อไป แต่ขนมที่ขึ้นชื่อมากที่สุดของทางร้านนี้ก็คือวุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอมนั้นเอง ซึ่งวันนี้เรามีสูตรการทำวุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอมของทางร้าน ศรี ดังนี้

ขั้นตอนการทำวุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอมมีดังต่อไปนี้

-เริ่มจากการเลือกมะพร้าวน้ำหอม ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากในการทำวุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอมให้อร่อยตามสูตรของทางร้าน โดยให้เลือกลูกมะพร้าวที่เวลาปลอกเปลือกชั้นนอกให้เหลือแค่เปลือกชั้นในสีขาวๆ สังเกตดูจากเปลือกชั้นในหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเกร็ดน้ำตาลไม่ให้มีเสี่ยนของเกร็ดน้ำตาล เพราะเมื่อไหร่ที่มะพร้าวลูกนั้นมีเสี้ยนเกร็ดน้ำตาลแสดงว่ามะพร้าวลูกนั้นแก่ ไม่เหมาะกับการนำมาทำวุ้นกะทิมะพร้าวน้ำหอม เพราะนอกจากจะทำให้รสชาติเปรียวกว่าปกติแล้วเนื้อก็จะแก่เกินไปในการมาทำวุ้น ซึ่งรสชาติที่เปรี้ยวนี้จะไม่สามารถแก้รสชาติของตัววุ้นได้

-เมื่อเลือกมะพร้าวได้ตามที่ต้องการแล้วให้กรองน้ำมะพร้าวจากผ้าขาวสะอาด 1 ครั้ง เพื่อไม่ให้มีเศษอะไรปนเปื้อนไปกับตัวของน้ำมะพร้าว เสร็จแล้วให้ทำการขูดเนื้อมะพร้าวออกมา และให้เอาส่วนกะลาที่ติดมากับเนื้อมะพร้าวออกให้หมด ให้เนื้อมีแต่สีขาวเท่านั้น

-จากนั้นให้เอาเนื้อมะพร้าวไปล้างในน้ำมะพร้าวส่วนที่เหลือหรือส่วนที่แยกไว้ที่ไม่ได้นำไปทำวุ้นมะพร้าว เพื่อเป็นการรักษาวุ้นให้ปูดช้าลง เก็บไว้ได้หลายวันมากขึ้น

-เมื่อล้างเนื้อมะพร้าวเสร็จแล้วให้นำเนื้อมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ หรือ ตามขนาดที่ผู้ทำต้องการและตามความเหมาะสมของแม่พิมพ์อีกด้วย

-เสร็จแล้วให้เอาน้ำมะพร้าวที่เตรียมไว้ 1000 ซีซี ตั้งแต่ข้างต้นมาผสมกับผงวุ้น 4 ช้อนโต๊ะ คนให้ละลายก่อนนำขึ้นตั้งไฟแล้วใส่น้ำใบเตยที่เตรียมไว้ลงไป (ขั้นตอนนี้เป็นการทำฐานของตัววุ้นก่อน) คนจนเดือดและนำไปเทใส่ตัวแม่พิมพ์ ในกรณีที่มีฟองอากาศเกินขึ้นให้ลอกออกเพื่อความเนียนและความสวยของตัววุ้น

-มาถึงการทำตัววุ้นให้ใช้น้ำมะพร้าว 3000 ซีซี ใส่ผงวุ้น 4 ช้อนโต๊ะ คนให้ละลายก่อนนำขึ้นตั้งไฟ และนำใบเตยแก่ 8 ใบ ใส่ลงไปคนจนเดือด เมื่อถึงจุดเดือดแล้วให้ใส่น้ำตาล 750 กรัม คนต่อให้เดือด จากนั้นให้ใส่หัวกะทิที่เตรียมไว้ลงไป 1000 ซีซี คนให้เดือดแล้วนำใบเตยออก ใส่เกลือลงไป 1 ช้อนชา และใส่เนื้อมะพร้าวที่ได้เตรียมเอาไว้ตั้งแต่ข้างต้นลงไป คนให้เดือดอีกครั้งและคนอย่างต่อเนื่องไปเรื่อยๆ จนตัววุ้นกะทิจะออกหนืดๆ เป็นอันว่าเสร็จ หากใช้พิมพ์เล็กให้เทใส่แม่พิมพ์ได้ทันที แต่ถ้าหากใส่พิมพ์ใหญ่ให้ต้องรอให้วุ้นกะทิอุ่นก่อน

-เมื่อเสร็จแล้วให้เอาวุ้นมะพร้าวมาวางทับบนฐานตามแม่พิมพ์ที่ได้ทำไว้ เป็นอันว่าเสร็จสมบูรณ์ ดังภาพต่อไปนี้

jelly-shop

jelly

coconut-jelly-cup

coconut-jelly-cake

fresh-coconut-jelly

coconut-jelly

pandan-coconut-jelly

coconut-jelly-duck

fancy-jelly

Uncategorized

ที่สุดแห่งลอดช่องไทย ต้องลอดช่องวัดเจษฯ เท่านั้น

หากจะพูดถึงลอดช่องที่อร่อยที่สุดในโลก ต้องลอดช่องวัดเจษฯ มหาชัยเท่านั้น สิ้นค้า OTOP ที่เป็นความภาคภูมิใจของชาวสมุทรสาคร ด้วยความลงตัวทั้งเส้นที่เหนียวนุ่มและน้ำกะทิที่เข้มข้นหอมหวานต้นแบบฉบับของลองชอ่ง วัดเจษฯ  จากภูมิปัญญาชาวบ้านทั่วไปสู่รุ่นลูกรุ่นหลานที่รักษาความอร่อยแบบต้นฉบับดั่งเดิมมาจนถึงทุกวันนี้ที่ทำขายยาวนานมาถึง 40 ปี การันตีความอร่อยไม่เหมือนใคร เพราะเขาใช้วัตถุดิบและขั้นตอนในการทำที่พิถีพิถันคัดสรรวัตถุดิบอย่างละเอียดและแบบเฉพาะของลอดช่องยี่ห่อนี้ ใส่ใจทุกขั้นตอน

โดยมีสูตรวิธีการทำลอดช่องวัดเจษฯ ดังต่อไปนี้

-นำใบเตยมาหันให้เป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อที่จะได้เอาไปปั่นได้ง่ายและละเอียด

-นำน้ำปูนใสมาผสมกับใบเตยและเข้าเครื่องปั่น ปั่นจนละเอียดก็นำมากรองกากด้วยผ้าขาวสะอาด เพื่อที่จะไดน้ำใบเตยแบบบริสุทธิ์

-นำแป้งข้าวเจ้ามาผสมกับน้ำใบเตยที่เตรียมไว้โดยใช้แป้งมันผสมแป้งข้าวเจ้าเศษ 1 ส่วน 4 และกวนให้เป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อกวนเสร็จแล้วให้กรองน้ำด้วยผ้าขาวสะอาดอีกครั้งเพื่อกันเศษแป้งและใบเตยลงไป

-ใส่ในเครื่องกวนพร้อมตั้งไฟ กวนจนกว่าน้ำจะหนืดใช้ไฟอ่อนๆ และเติมน้ำอุ่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะนุ่ม จากนั้นก็นำมาลอดช่องโดยใช้กระบวยที่มีรูในการทำให้น้ำใบเตยเป็นช่องๆ ซึ่งถ้าเราอยากได้เส้นของลอดช่องใหญ่หรือเล็กก็ขึ้นอยู่กับภาชนะที่เอามาทำด้วย ในขั้นตอนที่นำลอดช่องมาทำเป็นเส้นนั้น ให้นำภาชนะที่รองเส้นลอดช่องไหลผ่านมาใส่น้ำที่มีอุณหภูมิที่เย็นจัด ยิ่งเย็นมากเท่าไหร่ยิ่งดีเท่านั้น เสร็จแล้วให้เอาเส้นไปใส่ในน้ำเย็นอีกภาชนะหนึ่งอีกครั้งเพื่อเป็นการคลายความร้อน จากนั้นก็นำเส้นมากรองน้ำออกและให้ภาชนะที่มีรูพักไว้

มาถึงขั้นตอนการทำน้ำกะทิ

-ใช้หัวกะทิสด และน้ำตาลสดจากบ้านแพ้วต้องเป็นน้ำตาลอย่างดีเท่านั้น ซึ่งจะหาได้แค่ที่ บ้านแพ้วจังหวัดสมุทรสาครและ น้ำตาลของสมุทรสงครามเท่านั้น โดยใช้ส่วนผสมของหัวกะทิ 5 กิโลกรัม และน้ำตาล 3 กิโลกรัม นำมากวนด้วยมือให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อเดียวกัน เมื่อกวนเข้ากันแล้วให้กรองด้วยผ้าขาวสะอาดเพื่อกรองเศษของน้ำตาล จากนั้นให้นำขึ้นไปตั้งไฟ โดยใช้ไฟอ่อนๆ เท่านั้นเพราะอาจจะทำให้น้ำกะทิไหม้ได้ และที่สำคัญต้องคนไปเรื่อยๆ อย่าให้เดือดโดยเด็ดขาด ซึ่งสาเหตุที่คนโดยห้ามให้น้ำกะทิเดือดนั้นก็เพื่อที่จะไม่ให้น้ำกะทิแตกมันและเก็บรักษาไว้ได้นานยิ่งขึ้น

เมื่อทำเสร็จครบทุกขั้นตอนแล้วเป็นอันว่าเสร็จ และนำเส้นลอดช่องกับน้ำกะทิมาใส่ในถ้วย ใส่น้ำแข็งลงไปก็พร้อมรับประทานได้ทันที เพียงเท่านี้ก็จะได้กินลอดช่องสูตรเดียวกับของลอดช่องวัดเจษฯ มหาชัยแล้ว ส่วนคนที่ไม่มีเวลาทำก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านค้าทั่วไปที่รับมาขาย เพราะลอดช่องวัดเจษฯ ไม่มีหน้าร้านขายจะซื้อได้ต้องไปรับมาขายเองเท่านั้น ซึ่งวันเดียวทางร้านสามารถขางส่งลอดช่องได้ไม่ต่ำถึงวันละ 2 ตัน หรือ 2,000 กิโลกรัม เลยทีเดียว หากใครที่ยังไม่เคยลองต้องรีบไปหาทานกันได้แล้ว เพราะถ้าหากท่านยังไม่เคยทานถือว่าท่านจะพลาดความอร่อยของ ลอดช่องไทยที่อร่อยที่สุดใน 3 โลกก็ว่าได้

ladcheag-nicest

 

ladcheag-wat-chet-mahachai

ladcheag

ladcheag-mahachai

ladcheag-coconut-milk

ladcheag-thailand

wat-chet-ladcheag

logo-ladcheag

Uncategorized

รวม 10 อันดับเมนูอาหารสุดฮิตของไทย 2015

เมื่อปีที่ผ่านมาเราได้สำรวจเมนูอาหารยอดฮิตของไทย ที่ใครได้ลิ้มรสชาติเป็นต้องถูกอกถูกใจไปตามๆ กัน ซึ่งเป็นเมนูดังที่หาซื้อรับประทานได้ง่ายเพราะเป็นเมนูยอดนิยมไปแล้ว ซึ่งจะมีเมนูอะไรบ้างนั้นเราไปดูกันเลย
10.ทองม้อนสด

tootsie-live
ทองม้วนสดเป็นขนมทานเล่นที่หาซื้อได้ค่อนข้างยากเพราะเป็นขนมของคนสมัยเก่าแก่ แต่ด้วยรสชาติที่อร่อยของตัวขนมทองม้วนสด ยิ่งได้ทานตอนที่ขึ้นมาจากกระทะเตาอบร้อนๆ ด้วยละก็บอกได้คำเดียวว่าฟินเวอร์อย่าบอกใครเลยทีเดียว ประกอบไปด้วยความหอมของเนื้อมะพร้าว งาดำ จึงทำให้ในปัจจุบันมีผู้คนหันมานิยมบริโภคกันมากขึ้นจึงทำให้มีแม่ค้าขายมากขึ้นและเริ่มที่จะหาซื้อได้ง่ายขึ้นในปัจจุบัน
9.ปีกไก่ทอด

fried-chicken-wings
นับว่าเป็นเมนูสุดฮิตตลอดกาลก็ว่าได้ เพราะเมนูปีกไก่ทอดเป็นเมนูที่หาทานได้ง่าย ทำเองได้ไม่ยุ่งยาก โดยในแต่ละพื้นที่ก็จะชอบรสชาติของปีกไก่ทอดต่างกันออกไป ซึ่งมีทั้งปีกไก่ทอดรสต้มยำ ปีกไก่ทอดรสบาร์บีคิว ปีกไก่ทอกเกลือ และที่เด็ดของเมนูปีกไก่ทอดนี้ต้องยกให้เป็นสูตร ปีกไก่ทอดน้ำปลานั้นเอง
8.คอหมูย่าง & คอหมูย่างน้ำตก

grilled-pork

grilled-pork-neck-neck-waterfall
อีกหนึ่งเมนูสุดฮิตที่หาทานได้ง่ายตามร้านส้มตำทั่วไป ซึ่งความอร่อยของเจ้าคอหมูย่างจะอยู่ที่ตัวของเนื้อหมูโดยส่วนใหญ่เขาจะใช้สันคอหมูติดมันในการทำ ซึ่งแต่ละร้านจะมีสูตรเด็ดในการย่างและหมักประจำตัวอยู่แล้ว โดยคอหมูย่างสามารถนำมาทานคู่กับน้ำจิ้มได้ทันทีหรือจะนำไปทำเป็นเมนูคอหมูย่างน้ำตกก็ฟินไปอีกแบบเช่นกัน
7.บราวนี่ไร้แป้ง

powder-free-brownies
เป็นขนมที่ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง เพราะบราวนี่เป็นขนมที่ให้รสชาติที่คล้ายกับการทานช็อกโกแลตแสนอร่อย มีเนื้อชั้นนอกกรอบด้านในนุ่มละมุนลิ้น และยิ่งเป็นบราวนี่แบบไร้แป้งด้วยแล้วละก็รับรองว่าคุณจะต้องลืมบราวนี่แบบธรรมดาๆ ไปเลย
6.กุ้งถัง

shrimp-bucket
เมนูนี้กำลังมาแรงามกในโลกโซเชียล เพราะเป็นเมนูที่ถูกดัดแปลงมาจากต่างประเทศ ซึ่งมีขายตามร้านอาหารแถวเลียบด่วนและเมื่อมีการถ่ายรูปโชว์จนทำให้เมนูนี้มีร้านอื่นๆ ทำกันมากขึ้นตามกระแส ซึ่งเมนูกุ้งถังนี้จะมีกุ้งเป็นพระเอกของเมนูนี้ยิ่งตัวใหญ่ยิ่งน่าทานมาก ใครที่ยังไม่เคยลองต้องหามาทานกันได้แล้วไม่อย่างนั้นเราอาจจะเป็นคนตกเทรนของเมนูนี้ก็เป็นได้ ซึ่งในปี 2016 เมนูนี้อาจจะเป็นเมนูที่ได้รับความนิยมอันดับ 1 ก็เป็นได้
5.ชูชิไข่ชะอมน้ำพริกกะปิ

cha-egg-sushi-shrimp-paste
เมนูสุดแนวสัญชาติไทยเมนูนี้มีชื่อว่า ชูชิไข่ชะอมน้ำพริกกะปิ เป็นเมนูใหม่ที่กำลังมาแรง ถึงจะหาทานยากไปหน่อยแต่ความอร่อยเต็ม 10 เพราะเราจะได้รับความเป็นไทยในคำเดียวที่ทาน ใครที่ยังไม่ได้ทานก็ไปหาทานกันได้แล้ว
4.เค้กโยเกิร์ต กรีกสไตล์

greek-style-yogurt-cake
เมนูนี้เป็นเมนูที่มีการเปิดตัวได้ไม่นานแต่ได้รับการยอมรับอย่างถล่มทลาย ซึ่งเป็นเค้กโยเกิร์ตที่ไม่ต้องอบ และใส่ในถ้วยเล็กๆ ซึ่งสามารถนำไปทำเป็นเค้กโยเกิร์ต กรีกสไตล์ ในรูปแบบที่เราชอบได้อีกด้วย
3.น้ำซุปสีขาวจากกระดูกหมู

broth-white-pork
น้ำซุปกระดูกหมูที่นำไปใช้กระกอบอาหารนานาชนิดยังได้รับความนิยมตลอดกาล ทุกเมนู
2.ขนมปังไข่ ไส้กล้วย

banana-bread-egg-patties
เป็นอีกหนึ่งเมนูที่สามารถทำทานเองได้ง่ายๆ และมีความอร่อยไม่แพ้มะตะบะ เลยที่เดียว
1.สูตรน้ำซุปก๋วยเตี๋ยว + กากหมูเจียวnoodle-soup-recipe

fried-cracklings
เมนูนี้ไม่ต่างไปจากน้ำซุปสีขาวจากกระดูกหมูสักเท่าไหร่แต่ด้วยการนำไปประกอบเป็นน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวจึงเป็นอะไรที่ลงตัวมากๆ ยิ่งได้สูตรการเจียวกากหมูด้วยแล้ว จึงทำให้เมนูนี้ติดอยู่อันดับ 1 ขวัญใจคนไทย

Uncategorized

10 อันดับ อาหารไทยที่ชาวต่างชาติชื่นชอบ

เคยรู้หรือไม่ว่าอาหารไทยที่เรากินกันทุกวันนี้ ชาวต่างชาติชอบกินอาหารไทยเมนูอะไรกันนะ วันนี้เราจะมาไขข้อข้องใจให้กับคุณ

 

อันดับที่ 10 Por Pia Tord or Fried Spring Roll (ปอเปี๊ยะทอด)

ปอเปี๊ยะทอด 0001

ปอเปี๊ยะทอด เป็นอาหารทานเล่นที่หากินได้ยากพอสมควร ซึ่งทำมาจากแป้งห่อด้วยไส้ที่ทำมาจากส่วนผสมของวุ้นเส้น หมูสับ ไข่ไก่ แป้งข้าวโพด เกลือป่น แครอท กระหล่ำปี ซอสถั่วเหลือง น้ำตาลทราย น้ำมันพืช พริกไทยป่น ที่ผ่านการผักเข้าด้วยกันมาแล้วถูกห่อด้วยแป้งปอเปี๊ยะแล้วนำไปทอด จิ้มกินกับน้ำจิ้มต่างๆ ที่เราชอบส่วนใหญ่จะใช้น้ำจิ้มบ๋วย ให้รสชาติที่กรอบ อร่อย ไม่เหมือนใคร

 

 

อันดับที่ 9 Gai Pad Met Mamuang or Cashew Nuts In Stir-Fried Chicken (ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์)

ไก่ผัดเม็ดมะม่วง 0002

ไก่ผัดเม็ดมะม่วงหิมพานต์ คือการเอาเนื้อส่วนที่เป้นอกไก่มาผัดน้ำมันหอยให้เข้ากับเครื่องเทศต่างๆ โดยใส่เม็ดมะม่วงหิมพานต์ลงไปผัดด้วย เรียกได้ว่าเป็นเมนูที่อร่อย เด็ดแน่นอนหากได้ลองทาน

 

 

อันดับที่ 8 Som Tam or Spicy Papaya Salad (ส้มตำ)

ส้มตำ 0003

ส้มตำ เป็นอาหารสุดฮิตของคนไทยและยังดังไกลไปถึงต่างประเทศอีกด้วย ส้มตำจะมีหลายตำมากๆ มีทั้งตำไทย ตำปู ตำโคราช ตำถั่ว ตำแตง เป็นต้น บอกได้เลยว่าอร่อยทุกตำแนน่ๆ

 

 

อันดับที่ 7 Moo Sa-Te or Grilled Pork Sticks with Turmeric (หมูสะเต๊ะ)

หมูสะเต๊ะ 0004

หมูสะเต๊ะ คือการนำเนื้อหมูส่วนสะโพก มามักกับผงขมิ้นและเครื่องเทศต่างๆ จากนั้นก็นำมาเสียบไม้แล้วนำไปย่าง โดยจะต้องกินคู่กับผักที่แช่ไว้กับน้ำส้มสายชู พร้อมด้วยน้ำจิ้มของหมูสะเต๊ะโดยเฉพาะ รสชาติจะออกละมุนหวานหอมอร่อย และถ้ายิ่งได้ทานคู่กับผักที่แช่ไว้กับน้ำส้มสายชูแล้วด้วยยิ่งทำให้การกินหมูสะเต๊ะอร่อยและเลี่ยนอีกด้วย

 

 

อันดับที่ 6 Panaeng or Meat in Spicy Coconut Cream (พะแนงหมู )

พะแนงหมู 0005

พะแนงหมู คืออาหารขายดีของไทยและนิยมทานกันมากหากินได้ง่าย โดยที่พะแนงหมูนั้นทำมาจาก การนำหมูเป็นชิ้นๆ มาผัดให้เข้ากับเครื่องพริกแกงใส่ใบมะกรูด พริกขี้ฟ้า และใบโหระพา และที่ขาดไม่ได้คือกะทิ เมื่อได้ทานเข้าไปจะได้รสชาติที่กลมกล่อม หอมหวาน อร่อย นิยมทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ

 

 

อันดับที่ 5 Tom Yam Gai or Chicken Soup (Spicy) (ต้มยำไก่)

ต้มยำไก่ 0006

ต้มยำไก่ คืออาหารที่ครบเครื่องมาก ไม่ว่าจะเป็นเครื่องปรุงหรือเครื่องเทศก็มาเต็มในเมนูนี้ยิ่งใส่เนื้อสัตว์ลงไปยิ่งทานได้อร่อยมากขึ้น เป็นเมนูที่หาทานได้ง่ายมีรสชาติครบรส เปรี้ยว หวาน เค็ม เผ็ด ได้อย่างลงตัว ถือว่าเป็นเมนูที่คนไทยนิยมกินมากอีกเมนูหนึ่งด้วย

 

 

อันดับที่ 4 Tom Yam Goong or Spicy Shrimp Soup (ต้มยำกุ้ง)

ต้มยำกุ้ 0007

ต้มยำกุ้ง เช่นเดียวกับ ต้มยำไก่จะต่างกันออกไปเพียงแค่การใส่เนื้อสัตว์ และบางที่ก็จะชอบทำเป็นต้มยำกุ้งน้ำข้นซึ่งเป็นอะไรที่เข้ากันเป็นอย่างมาก ต้มยำกุ้งเป็นอาหารที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปถึงต่างประเทศ และดังจนมีชื่อหนังตั้งชื่อเรื่องเป็น ต้มยำกุ้ง ด้วยเช่นกัน โดยการตั้งชื่อหนังว่า ต้มยำกุ้งนั้น น่าจะเป็นการสื่อถึงชื่อที่รู้จักกันดีของชาวต่างชาติและอาจจะเป็นเพราะได้โปรโมทอาหารไทยไปในตัว

 

 

อันดับที่ 3 Tom Kha Kai Or Chicken In Coconut Milk Soup (ต้มข่าไก่)

ต้มข่าไก 0008

ต้มข่าไก่ เป็นเมนูคล้ายกับต้มยำไก่และต้มยำกุ้ง โดยที่ต้มข่าไก่จะมีกะทิมาเกี่ยวข้องในส่วนของน้ำให้รสชาติที่อร่อย หอมหวาน มัน กลมกล่อมเป็นอย่างมาก ใครได้ลิ้มรสก็จะต้องติดใจและต้องหาทานเพิ่มด้วย

 

 

อันดับที่ 2 Kang Keaw Wan Kai or Chicken Curry (Green) (แกงเขียวหวานไก่)

แกงเขียวหวานไก่ 0009

แกงเขียวหวานไก่ สุดยอดอาหารไทยที่คนไทยเองยังชอบทานเมนูนี้ เป็นเมนูที่หาทานได้ง่ายมากและตัวของแกงเขียวหวานสามารถทานคู่กับข้าวสวยและขนมจีนได้เป็นอย่างดี ด้วยรสชาติของเครื่องเทศที่มีส่วนผสมของน้ำกะทิจึงทำให้เมนูนี้มีรสชาติที่อร่อยลงตัว  พร้อมกับความเผ็ดที่พอดี เพราะชาวต่างชาติส่วนใหญ่จะไม่ชอบทานเผ็ดมากนักจึงเป็นเมนูที่ตอบโจทย์ก็ว่าได้

 

 

อันดับที่ 1 Pad Thai (ผัดไทย)

ผัดไทย 0010

ผัดไทย เป็นอาหารที่ทานได้ง่ายมีเครื่องเทศมากมาย ยิ่งเป็นผัดไทยกุ้งสด ยิ่งเป็นอะไรที่เข้ากันเป็นอย่างมาก ไหนจะมีถั่วปน เต้าหู้ ต้นหอม กุ้งแห้ง ไข่ ไชโป๊ ถั่วงอกดิบ ผักสด เรียกได้ว่าเมนูนี้ยกให้ครองอันดับ 1 เลยก็ว่าได้ ยิ่งร้านไหนทำอร่อยยิ่งทำให้คนกินติดใจทานได้ทุกวันสมและที่ฝรั่งจะชอบทานเมนูนี้กัน